อิทังทานะกัมมัง นิพพานะ ปัจจะโย โหนตุ โน นิจจัง
อิทังสีละกัมมัง นิพพานะ ปัจจะโย โหนตุ โน นิจจัง
อิทังภาวนากัมมัง นิพพานะ ปัจจะโย โหนตุ โน นิจจัง
ยังกิญจิกุสะลัง กัมมังกัตตัพพัง สัพเพหิ กะตัง ปุญญังโน อนุโมทันตุ สุณันตุ โภนโต เย เทวา อัสสะมิงฐาเน อาทิคะตา ทีฆายุกา สะทา โหนตุ
สัพเพสัตตา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ มาตาปิตโร สุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ ญาตะกา สุขิตา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ อัญญาตะกา สุขิตา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ ปิสาจา สัพเพยักขา สัพเพเปตา จะ สุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ นักขัตตา สุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ เทวาสุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ อาจะริยุปัชฌายา สุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ สัพพะสัมปัตติโย สะมิชฌันตุโว ฯ
คนเมือง คำกำเมือง หื้อสืบกำสุภาษิตล้านนาหื้อคงอยู่คุ่เมืองล้านนา..
ตอบลบขอบคุณเจ้า
ตอบลบอนุโมทนาสาธุครับ
ตอบลบสาธุ
ตอบลบท่องทุกวันครับ
ตอบลบสาธุๆ
ตอบลบสาธุ สาธุ สาธุ
ตอบลบสาธุครับ
ตอบลบขอบคุณๆ
ตอบลบอิมังทานะกัมมัง นิพพานะ ปัจจะโย โหนตุ โน นิจจัง
ตอบลบอิมังสีละกัมมัง นิพพานะ ปัจจะโย โหนตุ โน นิจจัง
อิมังภาวนากัมมัง นิพพานะ ปัจจะโย โหนตุ โน นิจจัง
ยังกิญจิกุสะลัง กัตตัพพัง กัมมัง สัพเพหิ กะเตหิ กะตัง ปุญญังโน อนุโมทันตุ สุณันตุ โภนโต เย เทวา อัสสะมิงฐาเน อาทิคะตา ทีฆายุกา สะทา โหนตุ
สัพพะสัตตานัง สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ มาตาปิตา สุขิตา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ สัพเพ ญาติกา สุขิตา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ อะญาติกา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ ปิสาจา สัพเพยักขา สัพเพเปตา สุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ นักขัตตา สุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ เทวาสุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ อาจะริยุปัชฌายา สุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ สัพพะสัมปัตตินัง สะมิชฌันตุโว ฯ
บางวัดอ่านว่าญาติก๋าบางวัดอ่านว่าญาต๋ะก๋าอันใดถูกผิดเพราะอะหยังครับ
ตอบลบญาติก๋าถูกครับ กรวดหื้อญาติที่เสียไปแล้วครับ
ลบอิทังทานะกัมมัง นิพพานะ ปัจจะโย โหนตุ โน นิจจัง
ตอบลบอิทังสีละกัมมัง นิพพานะ ปัจจะโย โหนตุ โน นิจจัง
อิทังภาวนากัมมัง นิพพานะ ปัจจะโย โหนตุ โน นิจจัง
ยังกิญจิกุสะลัง กัมมังกัตตัพพัง สัพเพหิ กะตัง ปุญญังโน อนุโมทันตุ สุณันตุ โภนโต เย เทวา อัสสะมิงฐาเน อาทิคะตา ทีฆายุกา สะทา โหนตุ
สัพเพสัตตา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ มาตาปิตโร สุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ ญาตะกา สุขิตา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ อัญญาตะกา สุขิตา โหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ ปิสาจา สัพเพยักขา สัพเพเปตา จะ สุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ นักขัตตา สุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ เทวาสุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ
สัพเพ อาจะริยุปัชฌายา สุขิตาโหนตุ ทุกขา ปะมุญจันตุ สัพพะสัมปัตติโย สะมิชฌันตุโว ฯ
ว้าว
ตอบลบอิทัง เป็นเอกพจน์ กิริยา ด้องเป็นเอกพจน์เหมือนกัน โหนตุ ต้องเป็น โหตุ นะครับ เพราะโหนตุ เป็นพหุพจน์ ครับ
ตอบลบขอบคุณค่ะ
ตอบลบขอบคุณเจ้าอาริน
ตอบลบภาษาบาลีต้องมหาเปรียญ ถึงจะเข้าใจ'ไวยากรณ์ ประโยคต่างๆ ส่วนใหญ่พิมพ์ผิดพิมพ์ถูก ทำให้ความหมายภาษาผิดเพี้ยนไป
ตอบลบในภาษาบาลี มาตาปิตโร (Mātāpitaro) เป็นรูปคำที่ถูกต้องในบริบทของคาถา "อิธ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร" (ขอให้บิดามารดามีความสุข) เพื่อหมายถึง "บิดามารดา" ทั้งสอง (เพศชายและหญิง) เป็นรูปพหูพจน์ในหมวดสังหารี (ปัจจัย) ส่วน มาตาปิตา (Mātāpitā) เป็นรูปเอกพจน์ของ "บิดา" (พ่อ) และ "มารดา" (แม่) ที่ใช้ในความหมายทั่วไป แต่ในทางหลักภาษาและบทสวด ต้องใช้ มาตาปิตโร หรือในบทประพันธ์ภาษาไทยจะใช้คำว่า มาตาปิตุคุณ เพื่อหมายถึงคุณของบิดามารดา.
ตอบลบความแตกต่างระหว่างสองคำนี้:
มาตาปิตโร (Mātāpitaro): เป็นรูปคำนามพหูพจน์ในหมวดสังหารี (ปัจจัย) สำหรับคำว่า "บิดามารดา" (พ่อและแม่) ใช้ในคาถา เช่น "อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร" (ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้ามีความสุข).
มาตาปิตา (Mātāpitā): เป็นรูปคำนามเอกพจน์ (ปัจจัยของมาตา+ปัจจัยของปิตา) หมายถึง "บิดา (พ่อ) หรือมารดา (แม่) แต่ถ้าจะรวมความหมายของทั้งสองท่านในรูปพหูพจน์ ต้องใช้รูป มาตาปิตโร.
สรุป:
ถ้ากล่าวถึง บิดาและมารดา (ทั้งสองท่าน) ต้องใช้รูปพหูพจน์ มาตาปิตโร.
ถ้าหมายถึง คุณของบิดามารดา นิยมใช้คำว่า มาตาปิตุคุณ ในภาษาไทย.
มาตาปิตา หมายถึงพ่อหรือแม่อย่างใดอย่างหนึ่ง (เอกพจน์).
ในภาษาบาลี ทั้ง ญาตะกา (ญาตก) และ ญาติกา (ญาติก) มีความหมายว่า "หมู่ญาติ" หรือ "เหล่าญาติ" โดยมีข้อแตกต่างทางไวยากรณ์และการนำไปใช้ดังนี้ครับ
ตอบลบ1. ญาตะกา (มาจาก ญาต + ก สกัด)
ที่มา: มาจากคำว่า ญาต (ผู้รู้กันแล้ว/คนคุ้นเคย) ลง ก ปัจจัย (ในความหมายว่า "เหล่า/หมู่")
การใช้: มักใช้ในรูปพหุพจน์ (เช่น ญาตะกา) เพื่อสื่อถึง "กลุ่มญาติ" หรือ "พวกพ้อง" โดยรวม
ตัวอย่างที่พบ: มักพบในคัมภีร์รุ่นเก่าหรือบทสวด เช่น ในบทมงคลสูตรหรือบทอนุโมทนา "สัพเพ ญาตะกา" (ญาติทั้งหลายทั้งปวง)
2. ญาติกา (มาจาก ญาติ + ก สกัด)
ที่มา: มาจากคำว่า ญาติ (พี่น้อง/ผู้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด) ลง ก ปัจจัย
การใช้: มีความหมายเฉพาะเจาะจงถึง "ผู้เป็นญาติ" โดยตรงมากกว่า มักใช้เน้นความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
ข้อสังเกต: ในทางไวยากรณ์ คำนี้สามารถเป็นได้ทั้งเพศชาย (ปุงลิงค์) และเพศหญิง (อิตถีลิงค์) ขึ้นอยู่กับบริบท แต่โดยทั่วไปใช้ในความหมายเดียวกับ ญาตะกา คือหมายถึงเหล่าญาติ
สรุปความต่าง
ในแง่ความหมาย: แทบไม่ต่างกัน ใช้แทนกันได้ในความหมายว่า "พวกญาติ"
ในแง่รูปศัพท์: ญาตะกา เน้นรากศัพท์จาก "คนรู้จัก/ผู้คุ้นเคย" ส่วน ญาติกา เน้นรากศัพท์จาก "สายสัมพันธ์ทางสายเลือด"
ความนิยม: ในบทสวดมนต์และภาษาทางศาสนาที่คุ้นหูคนไทย มักใช้คำว่า "ญาตะกา" (เช่นในประโยค อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตโย ซึ่งรากมาจาก ญาติ หรือคำว่า ญาตะกา ในบทอื่นๆ)
โดยสรุปคือ ทั้งสองคำเป็นการนำคำว่า ญาติ มาลงปัจจัยทางไวยากรณ์เพื่อให้หมายถึง "กลุ่มคน" เท่านั้น